* * ฉัน มีความสุขที่ได้เขียน
และหวังว่าคุณ (คนอ่าน) จะมีความสุขกับการอ่าน * *

21 พฤศจิกายน 2557

คุณนินากับหมาสี่ตัว


ลู เด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบ กับครอบครัวอาศัยอยู่บนดาวละอองน้ำ
บ้านของลูอยู่ตรงข้ามกับบ้านของคุณนินา
ครอบครัวของลูย้ายมาจากดาวโลกหลังคุณนินาไม่นาน
เด็ก ๆ แถวนั้นมักเล่าเรื่องของคุณนินาเสมอ

“คุณนินาน่ะเพี้ยน ๆ แปลกๆ” ต้นน้ำ เด็กชายวัยไล่เลี่ยกับลูพูดขึ้น
“ใช่ ๆ เห็นด้วย” กระปุกเด็กชายตัวกลมกล่าวเสริมพร้อมทำปากย่น
“ทำไมเหรอ” ลูถามขึ้น
“ก็...พอฝนตกทีไร คุณนินาจะนั่งอยู่กลางสายฝน
ส่วนเจ้าหมาไทยหลังอานทั้งสามตัวของคุณนินานั่นเพี้ยนพอกัน
ตัวสั่นงันงก เห่าไม่เป็นภาษาหมาเล้ย”
ขวดแก้วเด็กผู้หญิงวัยแปดขวบอธิบายยาวยืด
ลูพยักหน้าหงึกหงึก ทำทีเข้าใจ

พอฝนตก
ลูต้องวิ่งไปชั้นบนสุดของบ้าน
แล้วแอบมองมายังบ้านของคุณนินา เพราะเห็นชัด
“จริงอย่างที่ขวดแก้วว่า..." ลูคิดในใจ

และไม่ว่าฝนตกเมื่อไหร่
ลูจะแอบมองและเห็นคุณนินานั่งอยู่กลางสายฝน ตรงเก้าอี้ในสวนข้างบ้าน
ส่วนหมาไทยหลังอานทั้งสามตัวก็ตัวสั่นงันงกอยู่ใต้หลังคาโรงรถ
หมาขนฟู ตาเหลือก ท่าทางตลก ๆ ตัวเดียวที่อยู่ในบ้าน

“ทำไมคุณนินาต้องนั่งอยู่กลางสายฝน”
“ทำไมหมาต้องตัวสั่นขนาดนั้น”

ลูตั้งคำถามในใจ



วันนี้เป็นวันฟ้าโปร่ง ซึ่งหายากมากบนดาวละอองน้ำ
ลูกับเพื่อน ๆ จึงออกมาเล่นลูกบอลหน้าบ้าน
เล่นไปเล่นมาลูกบอลหล่นเข้าไปในบ้านคุณนินา

เพื่อน ๆ ต่างวิ่งหนีกลับบ้านรวมทั้งต้นน้ำ กระปุก และขวดแก้ว
เหลือเพียงลูอยู่คนเดียว ด้วยความเสียดายลูกบอลและกลัวคุณพ่อดุ
จึงตัดสินใจกดกริ่งประตูบ้านคุณนินา

ซักครู่ประตูเปิดออก
หมาทั้งสี่ตัวของคุณนินาวิ่งกรูกันออกมา
ลูใจหายวูบด้วยความตกใจ


...แต่พวกมันวิ่งผ่านตัวลูออกไป แล้ววิ่งเล่นตามถนนอย่างเริงร่า

“มีอะไรหรือหนู”
เสียงของคุณนินาดังขึ้นพร้องรอยยิ้ม ทำให้ลูไม่กลัวเท่าไหร่
“ค...คือว่า ลูกบอลของผมหล่นเข้ามาในบ้านคุณนินาครับ”
“อ๊ะ รู้จักชื่อฉันด้วยเหรอ...งั้นก็
...เข้ามาเก็บซี่ เก็บเองนะหล่นตรงไหนล่ะคะ”
คุณนินาเอ่ยน้ำเสียงใจดี พร้อมส่ายหน้ามองหาลูกบอล
“ตรงสวนครับ” ลูพูดพร้อมกับวิ่งตื๋อไปที่สวน

ขณะที่กำลังเก็บลูกบอล ลูเห็นหมาสีขาวหนึ่งในสี่ตัวของคุณนินา
เปิดประตูเองโดยให้อีกสามตัวเข้ามาแล้วจึงปิดประตูโดยการใช้ขาหน้า
“โอ้โห เก่งจัง” ลูอุทาน
“ใช่... มันชอบอวดด้วย เวลามีคนมาบ้านมันมักอวดแบบนี้เสมอ
ว่าตัวเองเปิดประตูได้ เสียอย่างเดียวกลัวฝน”
คุณนินาเอ่ยยิ้ม ๆ
“...กลัวฝนเหรอครับ”
“ใช่”
“ถึงว่าเวลาฝนตกทีไร มันตัวสั่นงั่ก ๆ เลย แล้วคุณนินาทำไมนั่ง...”
ลูอ้าปากค้าง ไม่กล้าพูดต่อ

คุณนินายิ้ม
“ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง เจ้าหมาสี่ตัวเนี่ยไม่ใช่หมาของฉันหรอก
หมาไทยหลังอานสามตัวนี้เป็นหมาของเพื่อนฉัน
เขาฝากฉันเลี้ยงเพราะต้องย้ายบ้านไปอยู่ประเทศอื่น
ส่วนหมาปักกิ่งขนฟู ๆ นั่น เจ้าของเอามาให้ฉันก่อนเขาตาย..."
คุณนินาถอนใจ แล้วนิ่ง

"...พูดกันตามจริง ก็เหมือนมันถูกทิ้ง เลยทำตัวมีปัญหา”
ลูตาโต อ้าปาก คุณนินายิ้มน้อย ๆ แววตาดูเศร้ามาก
“ฉันเดาเอาน่ะ เพราะตอนที่มันอยู่กับเจ้าของเดิม ไม่เคยเป็นแบบนี้ น่ารักเชื่อฟัง
แต่พออยู่กับฉัน...คนละเรื่องเลยเชียวแหละ มันฉลาดอยู่หรอกนะ แต่พอฝนตกทีไร
เจ้าหลังอานสามตัวกลัวกันมาก...โดยเฉพาะเจ้าตัวสีขาว
จากนั้นมันเริ่มทำลายข้าวของ ประตูหน้าต่างที่เป็นมุ้งลวดพังหมด
ฉันว่าจะเอามันไปปล่อย
แต่สัญญากับเพื่อนว่าจะดูแล สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาใช่ไหมล่ะ”

ลูพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ฉันเลยพามันย้ายมาที่ดาวละอองน้ำ เพราะเป็นดาวที่ฝนตกเกือบตลอดปี...
ถ้าอยู่ดาวโลกฝนจะตกแค่ปีละครั้ง ครั้งละประมาณสามเดือน
เพื่อจะช่วยพวกมันให้หายจากการกลัวฝนเร็ว ๆ
...ฉันเลยตากฝนให้ดูเสียเลย
แต่ไม่ได้นั่งตากฝนอย่างเดียวหรอก ฉันทำอะไร ๆ ไปด้วยนั่นแหละ
เช่นเก็บขยะ ตัดต้นไม้ พอเห็นฉันไม่กลัวฝน มันอาจจะค่อย ๆ เข้าใจไปเอง”

“แล้วมันเข้าใจจริง ๆ เหรอครับ” ลูสงสัย
“จริงสิ ก่อนหน้านี้พวกมันน่ะกลัวกันมากกว่านี้อีก
แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว และถ้ามันเลิกกลัวฝน ฉันจะย้ายกลับดาวโลก
ฉันกับเจ้าสามตัวนี้ จะได้อยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาอีก”
ลู พยักหน้าอย่างเข้าใจ
ส่วนเจ้าหมาทั้งสี่ตัวนอนเรียบร้อยอยู่ใกล้ ๆ พร้อม ๆ กับกระดิกหางไปด้วย



จากนั้น
ลูก็เล่าสาเหตุที่คุณนินานั่งกลางสายฝน
กับหมาหลังอานสามตัวให้เพื่อน ๆ ฟัง
“อ้าว นั่นมันเพี้ยนของแท้มากกว่า” ต้นน้ำทำหน้ายุ่ง
“ไม่เห็นเข้าใจเลย...” ส่ายหัวด้วย
“แต่ที่เพี้ยนกว่าคือลูนะ ฉันว่า” ขวดแก้วเสริม
“อ้าว ไหงงั้นล่ะ”
ลูเกาหัวแกร่กๆ ที่ตนเองถูกมองว่าเพี้ยนไปอีกคน


และไม่นานหลังจากนั้นคุณนินาก็ย้ายกลับดาวโลก
เรื่องของคุณนินากับหมาสี่ตัว ยังคงถูกเล่าขานกันต่อไปบนดาวละอองน้ำ
และไม่ว่าใครเอ่ยถึงคุณนินาเพี้ยนอย่างไร
แต่ภาพเมื่อครั้งที่ได้คุยกับคุณนินายังอยู่ในความทรงจำของลูเสมอ.


----------------------------
เรื่องนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2003...นานเนอะ 
ตอนนั้นแต่งสดเป็นนิทานเล่าให้หลานฟัง 
และ based on true story จากคนรู้จักด้วยค่ะ

แพริมหยิบมาอ่านบ่อย ๆ ขัดเกลาอยู่เรื่อย ๆ
ใครผ่านมาอ่าน วิจารณ์ตามสะดวกเลยนะคะ ^^ 



จำนวนการดูหน้าเว็บ